นิทรรศการ นามธรรม สัจจะแห่งศิลปะ โดย อิทธิพล ตั้งโฉลก ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อัพเดตเมื่อ: 4 ต.ค. 2019


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง

นิทรรศการของ อิทธิพล ตั้งโฉลกครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นการทำงานอย่างต่อเนื่องของบุคคลที่เรียกว่า "ศิลปิน" ตลอดระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานของชีวิตท่าน ซึ่งผมเชื่อว่างานที่จัดแสดงอยู่นี้จะได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหนุ่มสาวที่กำลังจะก้าวเข้าไปในดินแดนของโลกศิลปะที่อาจจะยังไม่สามารถบอกได้ว่า คนเหล่านั้นจะสามารถเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายในอาชีพของตนเองอย่างไร สำหรับตัวผู้เขียนขอกราบคารวะต่อการสร้างสรรค์ผลงานของ อิทธิพล ตั้งโฉลก ในนิทรรศการครั้งนี้ที่ได้แสดงให้เห็นเส้นทางการทำงานศิลปะมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อผู้เขียนเข้าชมนิทรรศการ ผู้เขียนเริ่มปรับตัวกับการรับรู้ของการจัดแสดงผลงาน จากการย้อนอดีตกลับไปหาช่วงเวลาเมื่อครั้งที่ศิลปินอยู่ในวัยเริ่มต้นการทำงานศิลปะ โดยค่อยๆ เปิดเผยภาพตามลำดับเวลาของคริสตวรรษตั้งแต่ปี 1966 ผ่านตัวผลงาน ทำให้ผู้ชมค่อยๆ ทำความรู้จักกับศิลปิน โดยผลงานในส่วนแรกนั้นเป็นภาพวาดลายเส้นดินสอภาพบุคคล เป็นภาพของตัวศิลปิน และ "แม่" ของศิลปิน การเริ่มต้นนำเข้าสู่นิทรรศการด้วยการแสดงภาพเหมือนของศิลปิน และภาพ "แม่" ของท่าน เป็นการจงใจให้ผู้ชมสะเทือนใจ ในด้านความทรงจำต่อความเป็น แม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเป็นมนุษย์ปุถุชน การรับรู้การหวนคืนกลับไปสู่ครรภ์มารดา ย่อมทำให้อารมณ์ทุกคนรวมเป็นหนึ่งเดียวที่เหมือนกัน เพราะแน่นอนว่าผลงานชิ้นต่อไปที่ผู้ชมจะได้ค่อยๆ สัมผัสด้วยตาในทางสุนทรียะนั้น อาจจะเข้าถึงและตีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล เนื่องจากผลงานทั้งหมดนอกไปจากภาพลายเส้นดินสอที่เป็นภาพเหมือนบุคคล และทิวทัศน์ มีเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้นเป็นงานศิลปะนามธรรมทั้งหมด ข้อสังเกตบางประการในเรื่องของการแสดงข้อมูลของประเภทปีในการสร้างผลงาน โดยใช้ปีคริสตศักราช ไม่ใช้ปีพุทธศักราช จึงเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาถึงความหมายของการสมยอมหรือขัดขืนต่อเรื่องของความเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย นับตั้งแต่การยกเลิกการใช้ "ร.ศ.” มาใช้ "พ.ศ.” แต่ในนิทรรศการได้เลือกที่จะใช้ "ค.ศ.” แทนทั้งหมด

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกเลิกการใช้รูปแบบของศักราชเพื่อบ่งบอกปี บอกสมัยจากรัตนโกสินทร์ศก ตัวย่อ ร.ศ. (Rattanakosin era) ซึ่งเป็นปีนับตั้งแต่ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มมีการใช้ครั้งแรกเมื่อจุลศักราช 1250 (พ.ศ.2432) และนับวันเริ่มต้นปีคือวันที่ 1 เมษายน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้เป็นวัน ขึ้นปีใหม่ และประกาศใช้รัตนโกสินทร์อย่างเป็นทางการ หากจะพิจารณาตีความถึงความประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็พอจะทราบอยู่ว่า การเปลี่ยน ร.ศ. มาเป็น พ.ศ. ก็เพื่อประโยชน์และการอ้างอิงในด้านประวัติศาสตร์ แต่คำว่า "ประวัติศาสตร์" ในความหมายและการนำมาใช้นั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่อิงกับการเกิดขึ้นของ พุทธศาสนา ทั้งนี้เป็นเพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงเริ่มต้น เป็นการศึกษาโดยใช้ตัวงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาแทบทั้งสิ้น เช่น พระพุทธรูป โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกรอบวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ที่มาจากสำนักฝรั่งเศส ในช่วงยุคอาณานิคม จึงทำให้ระเบียบวิธีคิดนี้ ฝังรากลึกอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้มายาวนาน รวมทั้งเป็นภาพจำของนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ในโลกตะวันตกที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีภาพทรงจำเพียงแต่ เศียรพระพุทธรูปและโบราณสถาน แต่ไม่มองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ว่าเป็นอย่างไร ดังเช่น นอร่า เทย์เลอร์ (์Nora A. Taylor) นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้เคยกล่าวถึงปัญหาของนักประวัติศาสตร์ศิลปะจากฝั่งตะวันตกที่จินตนาการภาพของงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ายังคงมีมโนภาพแบบเก่าอยู่

ดังนั้นการที่นิทรรศการครั้งนี้เลือกใช้ปี ค.ศ. มากำกับช่วงเวลาของผลงานศิลปิน ผู้เขียนตีความได้ว่าเป็นการไม่ยอมรับการใช้ปี พ.ศ. เพื่อมาอธิบาย เหมือนกับในครั้งที่สยามต้องการบอกกับประชาคมโลกว่า เรามีประวัติศาสตร์มายาวนานไม่ใช่แค่เพียงช่วงสั้นๆ ร้อยกว่าปี แต่เรามีประวัติศาสตร์มานับพันปี แต่การยอมรับการใช้ปี ค.ศ. อาจจะเพื่อความสะดวกในการเทียบเคียงกับปีที่สอดคล้องกับปีสากล หรืออีกนัยยะหนึ่งอาจจะอยากบอกอีกว่า "ศิลปะร่วมสมัยของไทยมีประวัติมายาวนานควบคู่เคียงข้างกับโลกศิลปะตะวันตก มิได้เพิ่งเกิดเมื่อไม่เกิน 80 ปีมานี้" เมื่อผู้เขียนเดินดูผลงานตามลำดับในแต่ละส่วนของนิทรรศการ ผู้เขียนเห็นพัฒนาการของศิลปินคือ อิทธิพล ตั้งโฉลก และในขณะเดียวกันยังเกิดภาพซ้อนให้เห็นพัฒนาการของศิลปินท่านอื่นๆ ที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกันอีกหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ทัศนธาตุของ จุด เส้น ระนาบ มาใช้เป็นภาษาของการสร้างสรรค์เป็นหลักในงานประเภทศิลปะนามธรรมนอกเหนือไปจากเราจะเห็นพัฒนาการของการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องยาวนานของศิลปินท่านนี้แล้ว ผมรับรู้ถึงความเป็นคนที่มีวินัยสูงในการสร้างสรรค์ผลงาน เพราะในแต่ละช่วงชีวิตของคนๆนึง ย่อมมีประสบการณ์หลายๆด้านที่กระทบเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ อารมณ์ โรคภัยไข้เจ็บ แต่อิทธิพล ตั้งโฉลก ก็ยังคงยืนหยัดทำงานสร้างสรรค์ไม่หยุด ดังเช่นผลงานในชุด "การเดินทางของพาร์กินสัน 2557-2558” ศิลปินได้ทำงานสร้างสรรค์ในขณะที่ตัวเองไม่สบาย การควบคุมการวาดเส้นด้วยมือไม่สามารถทำได้ดีเหมือนเคย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรรคต่อตัวศิลปินเอง

ประเด็นสำคัญอีกประการของนิทรรรศการที่สรุปรวบยอดความคิดของศิลปินคือ การมุ่งเน้นให้เห็นเรื่องของ การหลอมรวมสรรพสิ่งระหว่างภายนอก กับภายในจิตของศิลปิน ที่สื่อไปในทางพุทธศาสนา ในเรื่อง ปัญญา สมาธิ มีจุดหมายการแสดงออกในภาวะนามธรรม แต่นิทรรศการไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่น่าจะมีผลต่อการสร้างสรรค์ของศิลปินในรูปแบบนามธรรม ในขณะที่ศิลปะนามธรรมในโลกตะวันตก ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบริบทของสังคม การเมือง ซึ่งผู้เขียนสังเกตได้อยู่อย่างหนึ่งว่า นิทรรศการศิลปะย้อนหลังของศิลปินในประเทศไทยรุ่นอาวุโส ส่วนมากได้หยิบยกประเด็นในเรื่อง การสร้างพุทธิปัญญา หรือการเข้าหาธรรมะโดยตัวศิลปินเอง จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนจัดนิทรรศการศิลปะในประเทศไทยว่า เราต้องการให้คนในประเทศมีกรอบวิธีคิด ในการทำงานศิลปะด้วยกรอบคิดวิถีพุทธศาสนาใช่หรือไม่

แล้วถ้าเยาวชนที่นับถือศาสนาคริสต์ อิสลาม หรืออื่นๆ จะก้าวเข้ามาสู่วงการศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยจะทำอย่างไร ไม่เมื่อเขาเหล่านั้นไม่มีการสร้างความคิดแบบ พุทธิปัญญา จึงไม่น่าแปลกใจที่การศึกษาศิลปะ หรือศิลปศึกษาในประเทศไทย จึงมีมิติการมองศิลปะ ประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว ในขณะที่ศิลปินสายศิลปะไทยในขณะนี้เริ่มหันมาปั้มพระเครื่องขายกันแล้ว ประดุจราวกับตนเป็นผู้สร้างลัทธิศาสนา สร้างกรอบครอบงำความเชื่อทางศาสนา โดยใช้ศิลปะเป็นสินค้าหรือ แม้กระทั่งมีการเปิดหลักสูตรสาขาพุทธศิลปกรรม วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ในการเรียนการสอนศิลปะที่มีพื้นฐานทางศาสนาเป็นหลัก เป็นที่ทราบกันว่าพระสงฆ์ต้องรำ่เรียนในทางพุทธศาสนาเพื่อสืบสานต่ออายุพุทธศาสนาให้คงอยู่ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว พระสงฆ์จะมาทำงานศิลปะ วาดภาพ ปั้นพระ หรืออื่นๆ ซึ่งก็ทราบอยู่ว่าในอดีต พระสงฆ์ในฐานะอีกบทบาทหนึ่งคือ ผู้ทำงานช่างรับใช้พระพุทธศาสนารวมทั้งถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น แต่วันนี้เราคงจะต้องรอดูต่อไปว่า บทบาทของพระศิลปินจะออกมายืนพูดแนวคิดการทำงาน แล้วยกมือสองมือขึ้นสูงๆ พร้อมลั่นวาจาว่า นี่มันคือศิลปะชั้นสูง พร้อมกับด่าว่าชาวบ้านอย่างผู้เขียนว่า "SAT เอ้ยจะมารู้เรื่องอะไร ไอ้กระจอก"



ดู 17 ครั้ง0 ความคิดเห็น