ประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์ในงานศิลปะร่วมสมัย

  “ศิลปินไส้แห้ง” เป็นประโยคที่นำมาใช้กับนักเรียน นักศึกษาทางด้านศิลปะ คำนี้เป็นเสมือนการพยากรณ์ให้เห็นอนาคตว่า คุณจะไม่มีอะไรกินสำหรับวันข้างหน้าที่รออยู่ ประโยคดังกล่าวนี้ได้นำมาใช้ไม่เกิน 80 ปีมานี้ หลังจากการเกิดขึ้นของสถาบันทางศิลปะในประเทศไทย และมีการใช้คำว่า "ศิลปิน" เรียกคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะในสาขาจิตรกรรม ประติมากรรม และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำมาใช้เรียกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแสดงในวงการบันเทิง นับตั้งแต่นักแสดงตลก จนกระทั่งนักร้อง ก็เรียกว่า “ศิลปิน” แต่อาจจะไม่ไส้แห้ง คือมีความสามารถในการหาอาหารดีๆ เพื่อเลี้ยงชีพทั้งตนเองและครอบครัว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อาชีพอื่นๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะไส้แห้ง เหมือนศิลปินหรือไม่ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีความแน่นอนในระบบการเมืองการปกครอง ในปัญหาเรื่องแรงงานพลัดถิ่น แรงงานข้ามชาติ รวมทั้งภาวะโลกร้อนที่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการผลิตอาหารให้คนในโลกใบเดียวกัน มนุษย์ทุกคนล้วนกลัวว่าตนเองจะไม่มีอาหาร เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโต เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ เสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน ดังนั้นอาหารจึงมีค่ามหาศาล อาหารนำมาซึ้งอำนาจ การครอบครองระบบเศรษฐกิจ การครอบครองพื้นที่ นำมาซึ่งการเดินทางและแสวงหาเพื่อการค้า และนำมาซึ่งความเจ็บปวด การค้าทาส การล่าอาณานิคม สุดท้ายคือการทำสงคราม เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประวัติศาสตร์ในมิติต่างๆล้วนมีความสัมพันธ์กับ “อาหาร” ได้เกิดประดิษฐ์กรรมทางอาหารใหม่ๆ เกิดขึ้นและเกิดการหมดไปของอาหารบางอย่างด้วยเช่นกัน

    มนุษย์พยายามเก็บอาหารภายใต้ความกดดันจากสภาพอากาศที่แตกต่างกันไปแต่ละภูมิภาคของโลกนี้ “สวาลบาร์ด” (Svalbard global seed vault) คือสถานที่เก็บเมล็ดพันธ์โลก ตั้งบนเกาะสปิตซ์เบอร์เกน (Spitsbergen) ประเทศนอร์เวย์ คือที่เก็บเมล็ดพันธ์ที่ใหญ่และปลอดภัยที่สุดในโลก มีเมล็ดพันธ์มากกว่า 2,000 ล้านเมล็ด ในขณะที่ธนาคารเมล็ดพันธ์แห่งอื่นถูกทำลายเพราะสงคราม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือขาดเงินทุนสำหรับการดำเนินการ แม้กระทั่งในแวดวงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย “อาหาร” เป็นประเด็นหรือเนื้อหาที่ได้มีการหยิบยก ตีความผ่านผลงานทางทัศนศิลป์โดยศิลปิน จนเป็นคำถามของคนไทยที่ยังอยู่ในภาวะของความเคลือบแคลงกับความหมายของคำว่า “ศิลปะ” เพราะใครจะไปรู้ว่า “ผัดไทย” ที่ทุกท่านเห็นในท้องตลาด ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ที่ตลาดนัดจนถึงร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า แต่วันนึงมันถูกศิลปินนำไปเป็นงานศิลปะในการจัดแสดงผลงานศิลปะระดับนานาชาติและระดับโลก

   ศิลปินท่านที่ได้กล่าวถึงคือ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในระดับโลก มีการกล่าวถึงทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เมื่อเขาแสดงผลงานศิลปะของเขาด้วยการนำอุปกรณ์เครื่องครัว พร้อมกับส่วนประกอบในการทำ “ผัดไทย” เข้าไปอยู่ในหอศิลป์มาแล้วทั่วโลก ผลงานของเขาทำให้ผู้ชมงานศิลปะมีส่วนร่วมกับผลงานได้ด้วยการลิ้มรสทางปาก ลิ้น กลิ่น เพราะเขาให้ผู้ชมได้รับประทานผัดไทยกันแบบสดๆ จานต่อจาน ทำให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มชิมรสอาหารที่มีชื่อเรียกจากความเป็น “ชาติ” ผ่านอาหารแบบ “ไทยไทย” หากผู้ชมได้พยายามตีความสิ่งที่เขาได้แสดงผลงาน “ผัดไทย” อาจจะทำให้เกิดความหมายที่แตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามสำหรับความนี้ผมต้องการแสดงให้เห็นประเด็น “อาหารกับผลงานศิลปะ” ในงานทัศนศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นประวัติศาสตร์

   ประเด็นทางประวัติศาสตร์ในกรอบวิธีคิดแบบประวัติศาสตร์แบบราชวงศ์และสงครามแบบไทย อาจจะทำให้ความเข้าใจเบื้องลึกจากวัตถุประสงค์ของคนในอดีต ในการออกเสาะแสวงหาดินแดนเพื่อการครอบครองเหนืออาณาจักรได้ไม่ชัดนัก ดังนั้นระเบียบวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์จึงควรมีระเบียบวิธีที่ มากกว่าการศึกษาโบราณวัตถุ สถาน แม้กระทั่งการมองปะวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์ ผู้เขียนมีความเห็นว่าควรมีการหยิบยกประเด็นที่หลากหลาย เพื่อนำมาสู่การสร้าง แนวคิดในการตีความประวัติศาสตร์

   ทอม สแตนด์เอจ (Tom Standage)  เป็นบรรณาธิการด้านธุรกิจของ The Economist มีผลงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ประวัติศาสตร์ในหกแก้ว (A History of the World in 6 Glasses) ได้กล่าวในผลงาน An Edible History of  Humanity เขามองว่า “ประวัติศาสตร์มีความสัมพันธ์กับ “อาหาร” ในความสำคัญที่มันสามารถเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุ ถูกกระตุ้น และมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ อาหารไม่แค่เป็นสิ่งที่กินเพื่ออยู่ แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม องค์กรทางสังคม การแข่งขันทางด้านภูมิศาสตร์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และความขัดแย้งทางกองทัพ มันคือสิ่งที่ก่อให้เกิดเรื่องเล่าของคนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

  ภาพในจินตนาการของอดีตที่ผ่านมาในสมัยพระนารายณ์ ผ่านการศึกษาค้นพบหลักฐานเอกสาร ทำให้คนในสังคมปัจจุบันได้รับรู้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งการเจริญความสัมพันธ์กับนานาชาติ สยามเปิดรับโลกสมัยใหม่มาตั้งแต่ครั้งนั้น มีการส่งออกสินทรัพย์ทางธรรมชาติกับประเทศตะวันตกและตะวันออก แต่สิ่งที่ชาติตะวันตกมีความต้องการสินค้าที่มีค่ามากคือ “เครื่องเทศ” ดังเป็นที่ทราบกันดี แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ให้ความสนใจในคำถามที่ว่า “อาหารมีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์โลกอย่างไรบ้าง”

  ผมจึงเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ กับประวัติศาสตร์เชิงมานุษยและประวัติศาสตร์เชิงสังคมศาสตร์ ในประเด็นของความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันได้หรือไม่ ด้วยเหตุที่ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ในประเทศไทย กระแสหลักกลับหยุดเวลาให้สังคมไทยได้รับรู้ไว้แต่เพียงยุคสมัยในโบราณกาลจนถึงยุคสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่โดยมากพบว่าได้เน้นหนักไปในยุคสมัยต่างๆ เช่น สุโขทัย อยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือไม่ก็เป็นช่วงก่อนประวัติศาสตร์ แต่ศิลปะสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัยยังคงมีการศึกษาน้อยรวมทั้งการมองประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มองเป็นประเด็น หรือปรากฏการณ์ แต่เป็นเพียงการจัดลำดับของเวลาเท่านั้น ทั้งๆ ที่การเคลื่อนตัวของงานศิลปะในสาขาทัศนศิลป์ตลอดช่วงเวลา 50 ปีมานี้ มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในแบบไทยกระแสหลักและแบบนอกกระแส

  เมื่อเป็นเช่นนั้น นักประวัติศาสตร์ ผู้สนใจในประวัติศาสตร์ นักศึกษาประวัติศาสตร์จะนิ่งดูดายได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อสิ่งที่ท้าทายให้ศึกษาเกิดขึ้นใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ แม้กระทั่งศิลปินสาขาทัศนศิลป์ยังให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ จากร่องรอย ภาพทรงจำ เรื่องราวของบุคคล สถานที่ แบบปะติดปะต่อ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาตีความใหม่ ในฐานะของศิลปินสาขาทัศนศิลป์หมายถึงการสร้างภาพแบบปะติดปะต่อเหล่านั้น ให้เกิดภาพที่สัมผัสได้ด้วยตาของคนในยุคปัจจุบัน จากที่ได้กล่าวนำในเรื่องของการมองประวัติศาสตร์ผ่าน “อาหาร” กับการเชื่อมโยงกับศิลปะร่วมสมัย เรื่องทั้งสองกับว่าเป็นคนละเรื่องแต่ว่าบทความนี้ผู้เขียนมองเห็นความน่าสนใจในงานศิลปะสาขาทัศนศิลป์เป็นผลงานของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้ซึ่งเป็นศิลปินในแนวคอนเซบป์ชวลอาร์ต (Conceptual Art) มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ในลักษณะงานในแนวทางเดียวกัน แต่ผู้เขียนไม่นำผลงานมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพราะอยู่ในคนละบริบทกัน เนื่องจากศิลปินท่านนี้นำประวัติศาสตร์ในสมัยพระนารายณ์มาวิเคราะห์ ตีความและเชื่อมโยงกับเนื้อหาประวัติศาสตร์กับยุคสมัยอื่นผลงานของ อริญชย์ ได้นำเนื้อหาประวัติศาสตร์แบบปะติดปะต่อ ภาพทรงจำจากบันทึกลายลักษณ์อักษร ร่วมกับคำบอกเล่าของเหตุการณ์ ผู้เขียนให้ความสนใจในประเด็นที่กล่าวถึงนี้หลายประการ กล่าวคือ ศิลปินได้ทำให้เกิดภาพสะท้อนมิติทางประวัติศาสตร์ และมิติด้านกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะร่วมสมัยเป็นการส่องทางให้แก่กัน เพื่อเปิดพรมแดนให้ศิลปินกับนักประวัติศาสตร์ได้ก้าวข้ามพื้นที่อันศักดิ์สิทธ์ของตนเองเข้าไปสู่พื้นที่อีกฟากหนึ่ง ให้ได้ใช้ศาสตร์ของผู้อื่นได้สำรวจข้อสงสัย หรือหยิบยืมมาสู่การสร้างสรรค์เพื่อหาหรือสร้างประเด็นใหม่ๆ

The Making Golden Teardrop เป็นผลงานของเขาที่ผมกำลังกล่าวถึง ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2558 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาเขาได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานเดี่ยว ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ในชื่อนิทรรศการ “The Golden Teardrop” ผลงานของเขามีความน่าสนใจดังที่ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ได้กล่าวว่า การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของ อริญชย์ เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในขนบแบบศิลปินไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานด้วยวัสดุท้องถิ่น และการใช้ลวดลายในแบบศิลปะประเพณีของกรอบคิดพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง ผลงานศิลปะในมุมมองของสังคมไทยที่สามารถรับรู้ได้ง่ายแบบนี้ มากกว่ารูปแบบของคอนเซปชวลอาร์ต

   ผลงานศิลปะโครงการนี้มีตัวงานที่ใช้สื่อศิลปะมากกว่า 1 ประเภทไม่ใช่งานวาดระบายสีบนพื้นระนาบทั่วไป แต่เป็นงานแบบจัดวาง (Installation) ประติมากรรมทองเหลือง ไม้ เหล็ก ที่ล้วนผ่านการตีความให้คุณค่าในตัววัสดุจากศิลปิน เพื่อสื่อสารความหมายแฝงนัยสู่ผู้ชม นอกจากนั้นยังประกอบด้วยวีดีโออาร์ต ภาพถ่ายและหนังสือประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานทั้งหมดต่างทำหน้าที่สื่อสารต่อผู้ชมให้เกิดการรับรู้ต่างกัน แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อสื่อสารเรื่องราวในประวัติศาสตร์ อาณานิคม การค้าระหว่างประเทศในแถบซีกโลกตะวันตกกับประเทศตะวันออก ผ่านการเล่าเรื่องหลักใหญ่ๆ จากประวัติศาสตร์ “น้ำตาล” ที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกับสังคมของประเทศในทวีปต่างๆ ศิลปินทำหน้าที่เล่าใหม่ และแสดงให้เห็นการทับซ้อนกันของประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เพราะเขาต้องการบอกว่า เรื่องราวเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่

   งานศิลปะโครงการนี้มีความสำคัญอย่างไร คนดูในประเทศไทยได้รับรู้อะไรและมีผลกระทบอย่างไรกับชีวิต ในขณะที่สังคมไทยขณะนี้ในยุคสมัยการปกครองโดย คสช. ไม่ต้องการให้คนในสังคมตั้งคำถามอะไรมาก ไม่ต้องการให้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง “ให้เชื่อ ผู้นำแล้วจะดีเอง”  เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ผู้ที่จะตอบได้คงจะเป็นคนในสังคม ไม่ว่าจะเชื่อสิ่งใดในชุดความรู้อะไรตัวท่านจะทราบเอง ที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้เพราะหากจะถามว่า สังคมไทยให้ความสำคัญต่อการรับรู้เรื่องศิลปะร่วมสมัยสำหรับประชาชน และจะเกิดผลกระทบต่อนโยบายการพัฒนาประเทศได้อย่างไร เป็นรูปธรรมหรือยัง ผู้เขียนประเมินว่าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะคนที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนด้านส่งเสริมงานศิลปะร่วมสมัย ยังเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดิมถ้าเทียบกับคนในสังคมไทย

  ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากงานของ อริญชย์ “The Making Golden Teardrop” เป็นงานที่ดีรับการสนับสนุนจาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2556 ให้ไปแสดงในนิทรรศการศิลปะ เวนิซ เบียนน่าเล่ (Venice Biennale) ประเทศอิตาลี เป็นเทศกาลศิลปะระดับโลกที่ยาวนานมากกว่า 1 ศตวรรษ ด้วยแนวคิดเรื่อง “อาหาร” ผลงานของเขาจึงสอดคล้องกับแกนความคิดหลักที่กระทรวงวัฒนธรรมต้องการนำภาพความเป็น “ไทย” เผยแพร่สู่นานาชาติผ่านงานศิลปะร่วมสมัย เนื่องจากงานของเขาก่อนหน้านั้นไม่นาน เขาทำงานศิลปะในโครงการศิลปินใรพำนักของมูลนิธิ ร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เขาได้นำประเด็นทางประวัติศาสตร์ร่วมของความแตกต่างเชื้อชาติ กับศิลปินผิวดำที่เขาทำงานด้วยกัน คือ “ประวัติศาสตร์ของน้ำตาล”

เหตุใด “น้ำตาล” จึงถูกนำมาเล่าผ่านงานศิลปะร่วมสมัย มันคงเป็นเรื่องน่าฉงนให้กับผู้อ่านและคนดูงานศิลปะสำหรับแนวคิดของเขา แต่แนวคิดเรื่องน้ำตาล ถูกนำมาผูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันกับประวัติศาสตร์ความหวานอันแสนเจ็บปวดของเรื่อง “ทาส” ในยุคที่ตลาดโลกต้องการความ “หวาน” จากน้ำตาล จึงนำมาซึ่งความต้องการแรงงานในการผลิต เพราะเขาต้องการทำงานร่วมกันระหว่างตัวเขากับศิลปินแอฟริกัน “ประวัติศาสตร์น้ำตาล” จึงเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงระหว่างศิลปินทั้งสองด้วยเรื่องของความหวานและทาส

ปัจจุบันคนในสังคมไทยคุ้นเคยกับน้ำตาลที่บรรจุคู่กับพริกป่นในถุงก๋วยเตี๋ยว เมื่อไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกลับบ้าน จนบางครั้งอาจจะไม่ได้ใส่ใจเห็นค่าของน้ำตาลเลยและอาจจะทิ้งไปดังเช่นผู้เขียนเป็นต้น แต่ในอดีตตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 หลังจากสงครามครูเสด ยุโรปได้รับรู้รสหวานของน้ำตาลจากความรู้ในโลกมุสลิม แต่อย่างไรก็ตามความลับของน้ำตาลมีมาก่อน 8,000 ปีก่อนคริสตกาล “SUGAR” มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต คือ “SARKAR” หมายถึง เกล็ดเม็ดเล็กๆ (GRAIN) เมื่อการเจริญขึ้นของการค้าขายระหว่างชาวยุโรปกับชาวตะวันออก น้ำตาลจึงมีมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นของที่หายาก คนที่จะมีสิทธิได้กินคือ “ชนชั้นสูงและร่ำรวย” และอีกเหตุผลหนึ่งคือ จำนวนน้ำตาลที่ผลิตออกมามีปริมาณที่ไม่เพียงพอกับความต้องการมหาศาลของชาวยุโรป จึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้นายทุนชาวยุโรปและคนชนชั้นสูงผู้มีอำนาจ ต้องออกเสาะหา “น้ำตาล”

ด้วยความต้องการนี้เอง จึงเป็นเหตุผลในการออกหาพื้นที่ เกิดการล่าอาณานิคมเพื่อสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาล ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของทาสชาวแอฟริกันและชาวพื้นเมือง ในช่วงศตวรรษที่ 15-16 การล่าอาณานิคมเพื่อประโยชน์ทางการค้ากับการทหารจึงแผ่ขยายทั่วทั้งแอฟริกา อเมริกา เอเชีย หมู่เกาะในเขตแลนติก เพื่อประโยชน์ด้านทรัพยากรต่างๆ “น้ำตาล” ถูกนำมาตีความเป็นงานศิลปะ แต่ไม่ใช่งานศิลปะแบบภาพวาดเพื่อให้คนชมความสวยงามในพื้นที่จัดแสดง หรือพื้นที่ส่วนตัวแต่งานศิลปะที่ศิลปินนำมาตีความใหม่คือ กิจกรรมที่คนดูงานศิลปะสามารถมีส่วนร่วมกับการสร้างผลงานได้ หมายถึง ผู้ชมงานได้ร่วมทำงานศิลปะด้วยการทำ “ขนมทองหยอด” เนื่องจากศิลปินให้คุณค่าตัวผลงานศิลปะกับการผูกเรื่องราวประวัติศาสตร์น้ำตาล การล่าอาณานิคมโดยโปรตุเกส ชาวแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐอเมริกา เด็กผิวสีได้เข้าร่วมกิจกรรม 

อย่างไรก็ตามกิจกรรมศิลปะตามที่กล่าวไว้นั้น ยังคงเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย หากจะนำเอารูปแบบของการจัดแสดงผลงานศิลปะแบบนั้นมาทำในสังคมไทย และคงมีคำถามว่าแล้วจะซื้อจะขายผลงานศิลปะชิ้นนี้ได้อย่างไร เพราะผลงานไม่ได้มีลักษณะเป็นชิ้นเป็นอัน ที่ผู้ซื้อสามารถซื้อไปติดบ้าน ติดภายในอาคารได้ ทั้งนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงาน The Golden Teardrop เพื่อให้เห็นภาพของการเชื่อมโยงและพัฒนาผลงานให้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์ให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น

การตีความประวัติศาสตร์สู่งานสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย เป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่า ผลงานทัศนศิลป์ในอดีตเป็นการทำให้เกิดภาพแทนเรื่องเล่า เหตุการณ์แห่งยุคสมัยจากศาสนา พิธีกรรม การสร้างความเป็นชาติ ดังนั้นภาพที่ปรากฏ จึงเป็นภาพที่สร้างจากสิ่งที่ศิลปินถ่ายทอดจากประสบการณ์ของตนเองในแต่ละยุคสมัย หรือมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เท่าที่จะมีความสามารถค้นคว้าได้ให้สอดคล้องกับการเลือกใช้สื่อวัสดุ แทนสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนความหายในเนื้อหาที่นำมาเล่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่เป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับการนำเนื้อหาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้วมากกว่า 3 ศตวรรษ มาทำให้เกิดภาพสะท้อนอดีตในขณะที่ศิลปินไม่ทันเห็นเหตุการณ์ แต่หากจะเปรียบเทียบกับงานศิลปะสาขาภาพยนตร์น่าจะทำให้เห็นภาพชัดเจนกว่าและเข้าใจง่ายกว่า เนื่องจากภาพยนตร์ เป็นศิลปะแบบเล่าเรื่อง ลำดับภาพเรียงตามเวลา สร้างภาพจากการศึกษาเอกสารบันทึก ภาพถ่าย ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ตีความ ให้ภาพแทนได้ปรากฏ และต้องทำให้ผู้ชม “เชื่อ” ว่าสิ่งนั้นเป็นจริง แต่สำหรับงานของ   อริญชย์ มีความแตกต่างจากภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าในโครงการชุดนี้มีผลงานวิดีโออาร์ตก็ตาม แต่ว่าเนื้อหาในงานวิดีโอไม่ได้เล่าเรื่องตามวิธีการแบบภาพยนตร์ ตามอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคย เพราะภาพในวิดีโอ เป็นการนำภาพประวัติศาสตร์เรื่องเล่า แบบปะติดปะต่อจากการตีความของศิลปิน เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน กับคนยุคปัจจุบัน

  ประเด็นทางประวัติศาสตร์ในงานของเขามาจากเนื้อหาเหตุการณ์ที่สำคัญในยุคสมัยพระนารายณ์ หรือบางประเด็นมีความสำคัญก่อนหน้านั้น แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่า ประเด็นที่ศิลปินได้ดึงภาพในอดีตที่ตกตะกอนในห้วงความทรงจำให้กลับมามีชีวิตชีวาในรูปแบบศิลปะทางสาขาทัศนศิลป์ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลก เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาสร้างงานศิลปะ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการเดินทางของเหล่านักแสวงหาสินค้า ทรัพยากรหรือการล่าอาณานิคมระหว่างโลกทั้งสองซีก ที่ถูกแบ่งด้วยผลประโยชน์ของการเข้าครอบครองแผ่นดินจากประเทศที่มีอำนาจทางการเดินเรือ ศาสนาและกองทัพ ในขณะที่ประเทศเป้าหมายมิได้รับรู้อะไร หรือมีผลประโยชน์ร่วมด้วย แต่ต้องตั้งรับการเข้ายึดครองจากประเทศที่มีอำนาจมากกว่า

ในรายละเอียดของเนื้อหาปร