วิจารณ์ละคร "มันก็จะพังๆหน่อย"

ศุภชัย  อารีรุ่งเรือง

เสียงปืนลั่น 3 นัด ทิ้งช่วงเวลาห่างกันแต่ละนัด เสมือนกับการบรรจงแต่งแต้มจุดบนร่างของสามีผู้ตกเป็นเป้าให้กับภรรยา ผู้ทิ้งปมปริศนาให้กับผู้ชมละครว่า เธอยิงสามีตัวเองทำไม

    ละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอในชื่อเรื่อง "มันก็จะพังๆหน่อย" เป็นการเล่าเรื่องด้วยการดึงคำว่า "พัง" ซึ่งแทนความหมายของชีวิตที่เจอกับปัญหาอะไรต่างๆจนทำให้ย่ำแย่ ล้มเหลว ซึ่งก็แล้วแต่จะแปลความกันไป เพราะมันคือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกคนในชีวิตจริงกับปมปัญหาของตัวเอง ด้วยการทำงานโดยกลุ่มละคร Blank Space ที่มีการร่วมจิตร่วมใจกันของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสามแห่ง ผมมีโอกาสได้ไปดูการแสดงเรื่องนี้ในรอบสุดท้าย ที่ BACC เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย.2560 ซึ่งก็นับว่าดีที่ได้ไปดูละครที่ดีสมกับที่เค้าทำมาให้เราๆ ได้ดู

    นักแสดงชั้นครูที่รับบทต่างๆในบทละครที่ได้ดัดแปลงมาจาก Crimes of the Heart ของ Beth Henley ซึ่งเปลี่ยนบริบทมาสู่ความเป็นเมืองใหญ่แห่งภาคอีสานในจังหวัดขอนแก่น ด้วยกลิ่นอายเสียงเพลงท่วงทำนอง "สาวอีสานรอรัก" ในช่วงเริ่มของละครได้ตอกย้ำให้คนดูได้รับรู้ว่านี่คือการประกาศตนบนพื้นที่ที่เรียกว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มคนที่มาจากนอกกรุงเทพมหานคร ผมพอจะอ่านรหัสที่ซ่อนในนั้นนั่นคือความภาคภูมิใจของกลุ่มละครกลุ่มนี้ที่มาจากมหาวิทยาลัยจาก ม.บูรพา ม.ขอนแก่น และ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งผลงานที่ผ่านมาที่ผมได้ดูก็น่าชื่นชม

    ในมุมมองผมนั้น ผมตีความกับปมปัญหาของเนื้อเรื่องที่ได้ผูกโยงกับ "คุณตา" ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งได้เลี้ยงดูสามสาวพี่น้องกำพร้าแม่ที่ได้ผูกคอตายไปพร้อมกับแมว ทำใ้ห้เรื่องของ "แม่" เป็นภาพหลอนอยู่ในใจของสามพี่น้อง และแต่ละคนก็ต่างเติบโตแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเองจนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตคุณตา พร้อมกับวันเกิดของลัดดาพี่สาวคนโตที่คอยดูแลคุณตามาตลอด รวมทั้งมีคนรอบข้างที่เข้ามาพัวพันกับทั้งสามคนทั้งในด้านความรักเก่าเล่าใหม่จากหมอพลกับมุกน้องสาวคนรอง ทนายหนุ่มที่ซ่อนความแค้นในอดีตกับความประทับใจเมื่อแรกพบกับโบน้องสาวคนเล็ก และเจ๊ไก่เพื่อนของลัดดาที่เป็นคนรู้เรื่องราวของครอบครัวนี้ทั้งหมดและเป็นคนสร้างเชื้อไฟให้ปะทุด้วยคำพูดเสียดแทงในช่วงท้ายของละครจนทำให้ทั้งสามพี่น้องได้เผยตนเองที่ถูกทับถมซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ตะกอนของอารมณ์จนทำให้ทั้งสามคนเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกันด้วยการมองเห็นปัญหาทั้งหมดว่า เกิดจากคุณตาที่เป็นตัวปัญหา

    คงจะเป็นการกล่าวโทษคนแก่อย่างคุณตาไปซะทั้งหมดก็คงจะไม่ถูกในทัศนะผมกับการตีความชีวิตจริง ผมมองอย่างนี้ครับ คือถ้าหากไม่มีคุณตาเลี้ยงดูสามสาวให้โตมาได้ แล้วใครจะเลี้ยง ซึ่งจริงๆแล้วสามสาวไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตสักเท่าไรนัก หากคิดง่ายๆคือถ้าสามสาวประสบความสำเร็จ ก็คือ "ไม่พัง" เขาก็คงจะไม่ต้องไปกล่าวโทษคุณตาว่าเป็นสาเหตุให้ชีวิตพัง ผมกำลังหมายถึง "มุมมอง" ต่างหากละครับ คือชีวิตจริงๆของคนจะเดินไปตามเส้นทางของชีวิตได้นั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง ว่าจะมองแบบไหน เพราะทุกคนมันก็พัง เคยพัง กำลังจะพังกันทั้งนั้นแหละครับ อยู่ที่จะนั่งจมกับความพังหรือขีดเส้นทาง หาทางใหม่ให้ได้เร็วที่สุดต่างหากละครับ

    อย่างไรก็ตามผมชอบที่กลุ่มละครได้เอาชีวิตจริง ชีวิต "พังๆ" มาให้ผู้ชมได้ดูได้คิดตาม ในขณะที่ศิลปะสาขาทัศนศิลป์ ในสายวิชาชีพผมกลับยังมองไม่เห็นชีวิตคนธรรมดาๆ คนตัวเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย หากได้ไปดูการแสดงศิลปะในชั้น 5 ขึ้นไปในช่วงเวลานี้ ผมกลับเห็นว่าสาขาการละคอน การละคร การแสดง หรือจะเขียนยังงัยก็ตามเถอะครับ ผมว่ามันก็อันเดียวกัน เขากลับมีเสรีและมองเห็นชีวิตจริงๆของคนที่ต้องเจอกับความ "พังๆหน่อย" ให้ได้มีกำลังใจอยู่บนชีวิตจริงไม่ได้อยู่บนโลกอุดมคติเลื่อนลอยหลุดจากสิ่งที่คนประสพพบเจอ อันนี้ผมขอวิจารณ์ข้ามไปยังทัศนศิลป์นะครับ

   สิ่งที่ผมชอบสุดๆ ของการได้ไปดูละครเรื่อง "มันก็จะพังๆหน่อย" ก็คงเป็นช่วงที่มีเพลง "ไอ้หนุ่มผมยาว" ช่วงที่หมอกับมุกร้องเพลงคู่ ด้วยการจัดแสงเน้นไปที่สองคนท่ามกลางความมืด มุกเต้นคลอเคลียหมอ อย่างได้อารมณ์เย้ายวนสุดๆ ผมว่าแสดงได้ดีครับ ซึ่งจริงๆ คงจะตรงกับชีวิตผมละมั้งที่เส้นผมกำลังยาวสลวยสมกับคำว่า "เจ้าหนุ่มศิลปินผมยาว"


   ด้วยผลงานของ Blank Space Theatre การแปลบทและกำกับโดย ครูโย และครูๆ อื่นๆ (ไปอ่านเองในเฟจเขานะครับ) ด้วยการทำด้วยใจและด้วยการอยากทำให้คนได้ดู ก็ขอบคุณครับ ^^

ภาพจาก Jarunee TU. (2560). มันก็จะพังพังหน่อย. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2560, จาก https://www.facebook.com/jarunee.thammasat.7



  • Pinterest
  • Instagram

© 2019 by Supachai Areerungruang